หน้าหลัก / ข่าวประชาสัมพันธ์

70 ปี ฮิโรชิมา–นางาซากิ

 70 ปี ฮิโรชิมา–นางาซากิ



ชาวโลกรู้จักเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิในฐานะ 2 เมืองเท่านั้นในโลกที่ถูกทำลายโดยระเบิดปรมาณู ในวันที่ 6 สิงหาคม และ 9 สิงหาคม(ตามลำดับ) ค.ศ. 1945(พ.ศ. 2488) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ยกธงขาว และถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความโหดร้ายทารุณยิ่ง เพราะอานุภาพของระเบิดปรมาณูนั้น ไร้ซึ่งความปรานีและผลที่ตามมาของมัน ก็เกินความคาดหมายหยั่งรู้ หรือประสบการณ์ใดๆของมวลมนุษย์ในอดีตโดยสิ้นเชิง

ตามบันทึกเหตุการณ์ ลูกระเบิดปรมาณูมิได้ตกลงกระทบพื้นดิน หากแต่ระเบิดออกเป็นลูกไฟอุกกาบาตที่ความร้อนระอุเป็นพันๆ องศา แล้วแตกกระจายขยายวงไปในทุกทิศทางหลายกิโลเมตรในพริบตาเดียว

การทำลายล้างของมัน ไม่มีการเลือกหรือแยกแยะเป้าหมาย ไม่ว่าคน สัตว์ พืช วัตถุสถาน หากอยู่ในรัศมีระเบิดแล้ว จะได้สัมผัสความร้อนระอุดั่งนรก ซึ่งเผาผลาญทุกอนูในระยะใกล้จนระเหิด ส่วนระยะไกลออกไป อาจมีโอกาสรอดชีวิตพร้อมกับความพิกลพิการหรืออาการเจ็บป่วยที่สามารถส่งต่อไปยังลูกหลานรุ่นต่อๆไป

ยังคงเป็นคำถามในใจคนจำนวนมากทั่วโลกว่า “จำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2?”เพราะที่ผ่านมา สหรัฐได้ใช้เหตุผลที่ว่า เพื่อให้ญี่ปุ่นสยบราบคาบและจบความยืดเยื้อของสงครามที่ไม่รู้จะดำเนินไปอีกกี่วันกี่สัปดาห์ที่สำคัญคือ เพื่อมิให้กองทัพอเมริกันต้องยกพลขึ้นบกบนพื้นแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่นแล้วตายกันอีกเป็นแสนเป็นล้าน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องถกเถียงกันมาตั้งแต่วันที่ลูกระเบิดลง จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่มีบทสรุปและยังคงจะดำเนินต่อไปกันอีกนานนับ 10นับ 100 ปี หรืออาจจะนับ 1,000 ปีก็เป็นได้

แต่เรื่องที่แน่ชัด ไม่ต้องถก ต้องเถียงกันอีกก็คือ ผลจากระเบิดปรมาณูมันโหดร้ายสิ้นดี ใครจะเป็นผู้ใช้ก่อนหรือหลัง ก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะเมื่อต่างใช้ด้วยกันเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นความหายนะของทั้งคู่กรณี และมวลมนุษยชาติ

ฉะนั้น อาวุธนิวเคลียร์จึงถือเป็นภยันตรายอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติที่โลกต้องรู้ ต้องตระหนัก และช่วยกันหาทางจำกัดการคงอยู่ของมันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของโลกมนุษย์ จะอ้างมีไว้เพื่อป้องปราม ยันทัพคนอื่นไม่ให้กล้าใช้หรือข่มขู่ศัตรูทั่วไป ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คุ้มค่าเพราะการมีไว้ครอบครองกัน ก็จะทำให้ผู้ที่ไม่มี อยากมีกับเขาด้วย จะพาให้พังทลายไปด้วยกันทั้งหมด โดยดูจากผลลัพธ์ที่ชาวญี่ปุ่นได้ประสบซึ่งแสนจะเหี้ยมโหด ยังไม่นับถึงอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะมีการป้องกันที่รัดกุมแล้วก็ตาม แล้วเมื่อมันเกิด ใครก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้

ผมเองเคยไปร่วมพิธีไว้อาลัยและรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ รวมทั้งการได้ร่วมวางช่อดอกไม้เคารพต่อผู้ที่จากไป รวมทั้งผู้ที่ได้รับทุกข์ทรมานและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเหลือจำนวนไม่กี่ร้อยกี่พัน อายุอานามอย่างต่ำสุดก็ 71 ปี ที่จำความได้ก็ใกล้90 ปีแล้ว และที่เอามาเล่าให้ฟังกันวันนี้ก็เพราะเมื่อหายนะระเบิดปรมาณูครั้งนั้นผ่านมาแล้วถึง 70 ปี ความทรงจำอาจลืมเลือนลงไป ความกลัวอาจเบาบางลง จนความหลงเชื่อว่า การมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครองเป็นการป้องกันตัว และเป็นการป้องปราบ ความเชื่อมั่นเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิดตรรกะและหลงประเด็น เนื่องจากหากไม่คิดจะใช้ หรือมีแล้ว ใช้ไม่ได้ จะมีไปทำไม แล้วจะทำให้บรรดาประเทศต่างๆเชื่อกันว่า ควรมีไปเพื่ออะไร

สังคมโลกนอกจากต้องสามัคคีกันเพื่อลดการแพร่ขยายของการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ยังต้องห้ามบรรดาประเทศที่ครอบครองไว้แล้ว ไม่ให้ใช้งาน รวมถึงลดจำนวนไป จนถึงการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดสิ้น เมื่อนั้นโลกจะได้หายใจได้สะดวกขึ้น และจะสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีโอกาสล้างผลาญกันให้หมดสิ้นสูญพันธุ์ ไม่ต้องคอยหวาดระแวงต่อกันและกัน

ช่วงปีที่ผ่านมา ดร.สุรินทร์พิศสุวรรณ และผมได้รับเชิญเข้าร่วมเครือข่ายกลุ่มแกนนำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อการห้ามการเผยแพร่ และขจัดอาวุธนิวเคลียร์ (Asia-PacificLeadership Network for Nuclear Non-Proliferation and Disarmament– APLN) ซึ่งสมาชิกมีประมาณ 50 คน ประกอบด้วยทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เอกอัครราชทูต นักวิชาการและสื่ออาวุโส ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.2011 (พ.ศ. 2554) โดยนายกาเร็ธ อีแวนส์ (Gareth Evans) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และเมื่อ 6-9 สิงหาคมที่ผ่านมา เราไปประชุมกันที่เมืองฮิโรชิมา เพื่อทบทวนและวางเป้าหมายขับเคลื่อนการรณรงค์ขจัดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นการเฉพาะและในโลกกว้างเป็นการทั่วไป เรายังได้ร่วมประชุมโต๊ะกลมฮิโรชิมาว่าด้วยการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดฮิโรชิมาเป็นผู้จัดขึ้นอีกด้วย

ซึ่งการรณรงค์ต้องพยายามเร่งมือขึ้นเนื่องจากความทรงจำอาจจืดจางลงดังกล่าวไว้ข้างต้น อีกทั้งช่วงการเริ่มต้นของโลกสงครามเย็น ผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์สมัยนั้นมีแค่ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียตคอมมิวนิสต์รัสเซีย(ปัจจุบันคือสาธารณรัฐรัสเซีย) สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และจีน แต่หลังจากโลกก้าวผ่านยุคสงครามเย็นมาสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ เราได้เห็นอินเดีย และปากีสถานก้าวเข้ามาเป็นผู้มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และยังรู้กันเป็นนัยๆว่า อิสราเอลแอบมีแล้ว ส่วนเกาหลีเหนือก็เร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ฟังใคร คาดว่าคงประสบผลสำเร็จไปแล้วอิหร่านก็แอบวิจัยพัฒนาจนถูกจับได้ ตอนนี้ก็ถูกกดดันอยู่ ขณะที่อิรักสมัยซัดดัมก็ทำลับๆล่อๆจนเป็นชนวนให้ชาติพันธมิตรบุกเข้าไปยับยั้ง ส่วนซาอุดีอาระเบียก็ตั้งเป้าว่า เมื่ออิหร่านมี ซาอุฯ ก็ต้องมีให้ได้

แต่เหตุการณ์สำคัญล่าสุดและชวนหายใจไม่ทั่วท้อง คือ ตอนที่ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีปูติน ที่มีนัยว่า ถ้าเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายรัสเซียในยูเครนลามปาม การใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็อาจอยู่ในวิสัย ซึ่งสวนทางกับความต้องการของชาวโลก นั่นคือ สันติภาพ เนื่องจากตระหนักกันได้แล้วว่าสงครามทั่วไปมักไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเมื่อมีแพ้มีชนะ ก็มีฝ่ายที่อารมณ์ค้าง หากขัดแย้งกันมากแล้วอดรนทนไม่ได้จนเลือกใช้อาวุธนิวเคลียร์ เมื่อนั้นโลกก็ร่วมกันตายพร้อมกันหมด

เรื่องเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ชาวโลกทุกๆ คนต้องรณรงค์กันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านสงครามหรือต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ และการจะไปกระซิบบอกผู้นำทางการเมือง การทหารให้เห็นดีเห็นงามด้วยกับการลดอาวุธ หลีกเลี่ยงสงคราม ก็มักเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่หากจะหลับหูหลับตาปล่อยให้ผู้นำตัดสินใจกันเอง ก็จะกลายเป็นการเอาชีวิตไปฝากในมือเขาซึ่งไม่ถูกต้องนัก ฉะนั้น ประชาชนโลกควรเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง และเป็นผู้บอกกล่าว โน้มน้าว บังคับ บรรดาผู้นำการเมืองการทหารให้มุ่งคิดมุ่งทำในการเริ่มสร้างสันติภาพโลกโดยเริ่มจากการขจัดอาวุธนิวเคลียร์


ขอขอบคุณข้อมูล จาก กษิต ภิรมย์, หนังสือพิมพ์แนวหน้า
บริการและให้คำปรึกษา
 
  ที่อยู่บริษัท : 77/254 อาคารราชเทวีทาวเวอร์ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม 10400
หน้าแรกเกี่ยวกับเรา บริการของเราข่าวและประชาสัมพันธ์บทสัมภาษณ์ลูกค้าและผลงานที่ผ่านมา ติดต่อเรา
  E-mail Address:service.lbc@gmail.com 
© 2008 Laibros.com, All rights reserved.