หน้าแรก / ห้องเรียนกฏหมาย

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า
 

สรุปสาระสำคัญ

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า

พ.ศ. ๒๕๓๔

 

๑. หลักการและเหตุผล

เพื่อคุ้มครองเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วมตามกฎหมายเช่นเดียวกับการคุ้มครองตามกฎหมายในต่างประเทศ และสืบเนื่องจากความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยจะต้องออกกฎหมายอนุวัติการให้สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าว

๒ สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ได้กำหนดความคุ้มครองเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ] เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วม โดยกำหนดสิ่งที่เรียกว่าเครื่องหมาย หมายถึง ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ ซึ่งจะมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดคุ้มครองไว้ดังต่อไปนี้

เครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้าที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนั้นจะต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน ทั้งนี้เนื่องจากมาตรา ๔๕ บัญญัติว่า “บุคคลใดจะฟ้องคดี เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าว ไม่ได้” การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นจะขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าเฉพาะอย่างจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกก็ได้ แต่จะต้องระบุรายการสินค้าที่ต้องการได้รับความคุ้มครองโดยชัดแจ้ง (มาตรา ๙) แต่ทั้งนี้ในคำขอจดทะเบียนหนึ่งฉบับจะขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าต่างจำพวกกันไม่ได้ นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าที่จะรับจดทะเบียนได้นั้น ผู้ขอจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องมีสำนักงานหรือสถานที่ที่ติดต่อได้อยู่ในประเทศไทย (มาตรา ๑๐)

ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่จะรับจดทะเบียนได้ ประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

๑. เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา ๗ อันได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น สิ่งที่ถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ เช่น ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่แปลความหมายต่างจากคำธรรมดา ชื่อเต็มของนิติบุคคลหรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษที่ไม่มุ่งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง คำหรือข้อความที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เช่น สินค้าปากกาลูกลื่น เราไม่อาจขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ว่า “ปากกาลูกลื่น” หรือ “ปากกาเขียนดี” ได้ แต่อาจตั้งเป็นชื่ออื่นที่ไม่บอกถึงลักษณะของปากกาที่อาจเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อได้ดังเช่นยี่ห้อปากกาที่เราพบเห็นกันทั่วไป นอกจากนี้กลุ่มของสีที่มีลักษณะพิเศษ หรือตัวหนังสือ ตัวเลขหรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น ลายมือชื่อของผู้จดทะเบียน หรือของบุคคลอื่นที่เจ้าของลายมือชื่อได้อนุญาตแล้ว ภาพของผู้ขอจดทะเบียนหรือของผู้อื่นที่เจ้าของภาพได้อนุญาตแล้ว รวมทั้งภาพประดิษฐ์ ก็ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

๒. เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ อันได้แก่เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร ตราจักรี ตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตราประจำตำแหน่ง ธงชาติ ธงพระอิสริยยศ ธงราชการ พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย นามพระราชวงศ์ ชื่อ คำข้อความ หรือเครื่องหมายใดอันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น

๓. ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว

เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและได้ประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดแล้ว หากบุคคลใดเห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น หรือเห็นว่าเครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะต้องห้ามมิให้จดทะเบียนตามมาตรา ๖ หรือการขอจดทะเบียนรายนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศโฆษณาพร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการคัดค้านได้ (มาตรา ๓๕)  โดยนายทะเบียนต้องส่งสำเนาคำคัดค้านไปยังผู้ขอจดทะเบียนโดยไม่ชักช้า และผู้ขอจดทะเบียนจะต้องยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยแสดงเหตุที่ตนอาศัยเป็นหลักในการขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้าน (มาตรา ๓๖) เมื่อนายทะเบียนได้มีคำวินิจฉัยแล้ว ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของนายทะเบียน(มาตรา ๓๗)

กรณีที่ถือว่าผู้ขอจดทะเบียนละทิ้งคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

๑. การละทิ้งคำขอจดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ในขั้นตอนของการร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ได้แก่

๑.๑ ผู้ขอจดทะเบียนไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง และมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียน หรือ

๑.๒ ผู้ขอจดทะเบียนได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน แต่เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าคำสั่งนั้นถูกต้องแล้ว แต่ผู้ขอจดทะเบียนมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ

๒. ในกรณีที่นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่มีบุคคลภายนอกคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา ๓๕ และผู้ขอจดทะเบียนไม่ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้าน (มาตรา ๓๖)

สิทธิของผู้จดทะเบียนในการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน

ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียน

๑. คำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพราะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ซ้ำกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วหรืออยู่ในระหว่างการขอจดทะเบียนซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า (มาตรา ๑๔) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖) หรือเครื่องหมายการค้านั้นมีส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วนเป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วไปในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวกโดยผู้ขอจดทะเบียนไม่สมควรเป็นเจ้าของสิทธิแต่เพียงผู้เดียว หรือมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะจึงมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนต้องไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว (มาตรา ๑๗)

๒. คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

๓. คำวินิจฉัยของนายทะเบียนกรณีที่มีการคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องมายการค้า ตามมาตรา ๓๕

 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือผู้คัดค้านในกรณีที่มีการคัดค้านการจดทะเบียนสามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียน (ตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๗])

การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า การต่ออายุ การเพิกถอนเครื่องหมายการค้า

การโอนเครื่องหมายการค้า สิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นไว้แล้ว สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วย่อมโอนหรือรับมรดกได้ซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วนั้นจะต้องจดทะเบียนการโอนต่อนายทะเบียน

การต่ออายุเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนมีอายุ ๑๐ ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตน ให้ยื่นคำขอต่ออายุนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันก่อนวันสิ้นอายุ และเมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุแล้วจะถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นยังคงจดทะเบียนอยู่จนกว่านายทะเบียนจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (มาตรา ๕๔) หากเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นมิได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว(มาตรา ๕๖)

การเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนแล้ว อาจร้องขอต่อนายทะเบียนให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนเองได้ แต่ในกรณีที่มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น การเพิกถอนการจดทะเบียนจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับอนุญาตด้วย เว้นแต่ในสัญญาอนุญาตจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้  หากแสดงได้ว่า เครื่องหมายการค้านั้นไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้าม เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว (มาตรา ๖๑) หรือหากบุคคลใดเห็นว่าเครื่องหมายการค้าใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย ก็อาจร้องขอต่อคณะกรรมการให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ (มาตรา ๖๒)

การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตนสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ซึ่งการใช้เครื่องหมายการค้าโดยผู้ได้รับอนุญาตสำหรับสินค้าในการประกอบธุรกิจของตนตามที่ได้รับอนุญาตไว้ให้ถือว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา ๗๐) ในกรณีที่มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใด การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นย่อมสิ้นผลไปด้วย (มาตรา ๗๖) หากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ทั่วประเทศสำหรับสินค้าทั้งหมดที่ได้จดทะเบียนไว้ตลอดอายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นรวมทั้งการต่ออายุการจดทะเบียนด้วย แต่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าไม่อาจโอนการอนุญาตให้แก่บุคคลภายนอกได้และจะอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าอีกทอดหนึ่งไม่ได้ (มาตรา ๗๘ และมาตรา ๗๙)

 

นอกจากหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ได้ความคุ้มครองแล้วกฎหมายยังกำหนดโทษไว้ในกรณีดังต่อไปนี้

๑. ปลอมเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๑๐๘)

๒. เลียนแบบเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ หรือเครื่องหมายร่วม ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของบุคคลอื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๑๐๙)

๓. นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอม หรือเลียนเครื่องหมายนั้น ๆ จะระวางโทษตามมาตรา ๑๐๘ หรือ ๑๐๙ แล้วแต่กรณี

๔. ให้บริการหรือเสนอให้บริการที่ใช้เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอม ตามมาตรา ๑๐๘ หรือที่เลียนเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นตามมาตรา ๑๐๙ จะต้องรับโทษตามมาตรานั้นๆ

 

ทั้งนี้สำหรับความคุ้มครองเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรองและเครื่องหมายร่วมนั้นกฎหมายบัญญัติให้นำหลักเกณฑ์ของเครื่องหมายการค้าใช้บังคับโดยอนุโลม

บริการและให้คำปรึกษา
 
  ที่อยู่บริษัท : 77/254 อาคารราชเทวีทาวเวอร์ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม 10400
หน้าแรกเกี่ยวกับเรา บริการของเราข่าวและประชาสัมพันธ์บทสัมภาษณ์ลูกค้าและผลงานที่ผ่านมา ติดต่อเรา
  E-mail Address:service.lbc@gmail.com 
© 2008 Laibros.com, All rights reserved.
_
***กรุณาฝากข้อความเราจะติดต่อกลับ***
Name
***
E-mail
***
Phone Number
***
Message
***